“น้ำตาล” ไม่ใช่ตัวร้ายอีกต่อไป หากทานอย่างถูกวิธี

Share :

“น้ำตาล” ไม่ใช่ตัวร้ายอีกต่อไป หากทานอย่างถูกวิธี



     “น้ำตาล” บางคนที่ได้ยินคำนี้อาจจะหวาดระแวง เพราะในปัจจุบันน้ำตาลถือว่าเป็นส่วนประกอบของอาหารคาวและของหวานหลายๆชนิด อาทิ เครื่องดื่มน้ำอัดลม, น้ำหวาน รวมถึงอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลแฝงอยู่ เช่นลูกอม หรือ เบเกอรี่ต่างๆ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำตาลเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ถ้าหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมก็จะไม่มีผลเสียต่อร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินไปจะสะสมเป็นไขมันในร่างกายได้ ดังนั้น เราจึงควรบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะ “วัยเด็ก” เพื่อเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ในการสร้างพฤติกรรมการบริโภคให้เด็กไทย “อ่อนหวาน”

 

น้ำตาล.......มีกี่แบบ อะไรบ้าง

     ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “น้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย ซึ่งทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งประเภทของน้ำตาลได้หลากหลายแบบ แต่เราจะแบ่งง่ายๆ ออกเป็น

1) น้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ น้ำตาลฟรุกโตสที่มีอยู่ในผักผลไม้ น้ำตาลแลคโตสที่มีอยู่ในนม และน้ำตาลมอลโตสที่มีอยู่ในมอลต์

2) น้ำตาลที่เติมเพิ่ม เช่น น้ำตาลทราย ที่มีการเติมเข้าไปในอาหารและเครื่องดื่มระหว่างกระบวนการผลิตหรือเตรียมอาหาร เช่น การเติมน้ำตาลทรายลงในเครื่องดื่มต่าง ๆ การเติมน้ำผึ้งลงในแพนเค้ก หรือการเติมน้ำตาลทรายแดงในเค้กหรือคุกกี้

 

น้ำตาล.......ต้องทานเท่าไรถึงจะพอเหมาะ

     ผศ.ดร.ฉัตรภา ยังกล่าวต่อไปว่า คนทั่วไปสามารถรับประทานน้ำตาลได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเพราะร่างกายยังต้องการน้ำตาลเพื่อใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือไม่ว่าจะรับประทานน้ำตาลชนิดใด ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่เกินความต้องการของร่างกาย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำปริมาณน้ำตาลที่เติมเพิ่มในอาหารว่าไม่ควรเกินร้อยละ10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน หรือประมาณ 200 กิโลแคลอรี สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี และ ข้อมูลธงโภชนาการของคนไทย ยังแนะนำให้บริโภคน้ำตาลที่เติมเพิ่มในอาหารไม่เกิน 4 6 และ 8 ช้อนชา สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 1,600 2,000 และ 2,400 กิโลแคลอรีต่อวันตามลำดับ

 

น้ำตาล.......ทานยังไงให้ได้ประโยชน์

     โดยปกติเราได้น้ำตาลจากการกินอาหารในแต่ละวันอยู่แล้ว เพื่อการกินน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมเราสามารถควบคุมปริมาณน้ำตาลที่เติมเพิ่มได้ โดย องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา The American Heart Association (AHA) สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดปริมาณน้ำตาลที่สามารถเติมในรูปแบบของน้ำตาลที่เติมลงในอาหารในแต่ละวันคือ เด็กวัย 6-13 ปี มีความต้องการพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน ควรรับประทานน้ำตาลไม่เกิน 4 ช้อนชาหรือ 16 กรัมต่อวัน (โดยน้ำตาล 1 ช้อนชาจะให้พลังงานเท่ากับ 4 กิโลแคลอรี) เพื่อให้มีพลังงานไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันเต็มที่ และ สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไปจนถึงผู้ใหญ่ ซึ่งมีความต้องการพลังงาน 2,000-2,400 กิโลแคลอรีต่อวัน จึงควรรับประทานน้ำตาลไม่เกิน 6-8 ช้อนชาต่อวัน

     

     ท้ายนี้ ผู้ใหญ่หรือคุณพ่อคุณแม่ควรแนะนำให้เด็กไทยบริโภคน้ำตาลอย่างเข้าใจด้วยการส่งเสริมให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสม ควบคู่กับการให้ลูกได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านอย่างการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา ซึ่งจะช่วยให้ลูกมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำหวานดอกมะพร้าวธรรมชาติ 100 % by Mannature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

 

Created : 04-03-2019


บทความที่น่าสนใจ

ต้องการความหวาน น้ำหวานดอกมะพร้าว ช่วยคุณได้
น้ำหวานดอกมะพร้าว อีกทางเลือกที่ให้ความหวาน