บทความ


น้ำตาลดอกมะพร้าว น้ำตาลที่คนเป็นเบาหวานก็ทานได้!

                  น้ำตาลมะพร้าวเป็นน้ำตาลที่ให้โทษกับร่างกายน้อยที่สุดและมีประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆมากมาย  ลองมาดูรายละเอียดและประโยชน์ของน้ำตาลดอกมะพร้าวกันนะคะว่ามีประโยชน์และช่วยให้สุขภาพเราดีกว่าน้ำตาลอื่นๆอย่างไร

 

                  น้ำตาลดอกมะพร้าวเป็นน้ำตาลที่มีระดับความหวานที่เทียบเท่ากับน้ำตาลทรายและน้ำผึ้งแต่น้ำตาลมะพร้าวมีค่าดัชนีน้ำตาลที่น้อยกว่า แคลลอรี่ต่ำ ร่างกายจึงจะรับน้ำตาลมาในปริมาณที่น้อยกว่า คนเป็นโรคเบาหวานก็สามารถรับประทานได้และนอกจากความหวานแล้ว น้ำตาลมะพร้าวยังมีแร่ธาตุที่ไม่มีอยู่ในน้ำตาลทรายอีกด้วย แร่ธาตุดังกล่าวประกอบไปด้วย

 

  • โปแตสเซียม : เป็นสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลโดยตรง  แถมยังช่วยควบคุมความดันให้อยู่ในระดับที่ปกติ

 

  •  ธาตุเหล็ก : เสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายมีความแข็งแรง เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ลดอาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี และช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงอีกด้วย
  • ทองแดง : ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมพลังงานและปรับระบบการขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

                 อีกทั้งน้ำตาลดอกมะพร้าวยังช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้ต่ำลงจึงสามารถป้องกันและบรรเทอาการให้กับคนที่มีปัญหาคอเลสเตอรอลสูงได้เช่นกัน เพียงแค่รับประทานบ่อย ๆ และเป็นประจำเพียงเท่านั้นและน้ำตาลดอกมะพร้าวนั้นช่วยลดระดับน้ำตาลให้ต่ำลงและป้องกันโรคเบาหวานได้ สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ถ้าทานน้ำตาลดอกมะพร้าวแล้วจะช่วยบรรเทาอาการได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

ขอบคุณข้อมูลจาก Mahosot

สารอาหารในน้ำตาลดอกมะพร้าว

          ‘น้ำหวานดอกมะพร้าว’ หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘น้ำตาลดอกมะพร้าว’ เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักสุขภาพ หลายครัวเรือนยังคงมีการใช้น้ำตาลมะพร้าว ในการประกอบอาหาร ถือเป็นน้ำตาลพื้นบ้านที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน

          น้ำตาลดอกมะพร้าวมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ผู้เป็นเบาหวานสามารถรับประทานได้ ใช้ในการปรุงอาหารทั้งคาว หวาน ขนม และเครื่องดื่ม ใช้แทนน้ำตาลโดยไม่เสียรสชาติ ทั้งยังให้ความหอม หวาน กลมกล่อม ไม่ใช้สารเคมี และปราศจากสารกันเสีย ถือเป็นน้ำตาลดีๆ ที่มีประโยชน์และไม่ทำให้อ้วนหรือเสี่ยงเบาหวาน เพราะเป็นน้ำตาลธรรมชาติที่ได้จากการสกัดจากดอกมะพร้าวจึงมีความปลอดภัยและอุดมไปด้วยสารอาหารอย่างครบถ้วน แถมมีแคลอรีต่ำกว่าน้ำตาลทั่วไปอีกด้วย

 

สารอาหารในน้ำตาลตาลดอกมะพร้าว ในน้ำตาลดอกมะพร้าว อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย โดยสารอาหารหลักๆ ได้แก่

  • โพแทสเซียม

          เป็นสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลโดยตรง แถมยังช่วยควบคุมความดันให้อยู่ในระดับที่ปกติ

  • ธาตุเหล็ก

          เสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายมีความแข็งแรง เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ลดอาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี และช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงอีกด้วย

  • ทองแดง

          ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมพลังงานและปรับระบบการขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

          น้ำตาลที่ใช้ปรุงอาหารอยู่ในครัวเรือนเรานั้น น้ำตาลจากมะพร้าวถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการหรือสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา เมื่อเปรียบกับน้ำตาลทรายขาวแทบไม่มีสารอาหารอะไรเลย ส่วนน้ำตาลทรายแดงมีสารอาหารเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ดังนั้นอย่าลืมเลือกน้ำตาลดอกมะพร้าวเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการปรุงอาหารกันนะคะ

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก mahosot

น้ำแตงโมปั่น อร่อยสดชื่น คลายร้อน

          อากาศร้อนๆ แบบนี้ เห็นทีจะต้องหนีร้อนไป ดื่มอะไรเย็นๆ ให้ชื่นใจอย่าง “น้ำแตงโมปั่น” เมนูน้ำผลไม้คลายร้อนยอดนิยม ที่ดื่มแล้วชื่นใจ มีรสหวาน สีสันสวยงาม แถมมีประโยชน์ช่วยในการแก้กระหายอีกด้วย

 

          แตงโม ผลไม้ประจำหน้าร้อน ลูกโต เนื้อแดง รสหวานฉ่ำ ไม่เพียงแต่จะช่วยดับกระหายคลายร้อน แต่ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมาย ในตำราแพทย์แผนไทย แตงโมงมีสรรพคุณทางยา ใช้ได้ตั้งแต่รากถึงผลเลยทีเดียว โดยรากของต้นแตงโมใช้แก้โรคบิด ท้องร่วง แก้ร้อนในกระหายน้ำ เปลือกสีเขียวของแตงโมที่จริงๆ แล้วทานได้ ช่วยคลายอาการปวดฟัน ขับปัสสาวะ บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย ส่วนของเมล็ดของแตงโมใช้ช่วยในการขับพยาธิได้

 

          มาดูวิธีทำน้ำแตงโมปั่นกันดีกว่าค่ะ จะบอกว่าวิธีทำนั้นง่ายแสนง่ายสามารถทำเองได้ไม่ต้องง้อร้านน้ำปั่นกันทีเดียว โดยมีส่วนผสมคือ เนื้อแตงโม น้ำเชื่อ เกลือป่น น้ำแข็ง และเครื่องปั่น เมื่อเตรียมส่วนผสมเรียบร้อยแล้ว นำมาปั่นผสมรวมกันจนกว่าจะละเอียดเนื้อเนียนให้เข้ากันดี เราก็จะได้น้ำแตงโมปั่น รสชาติหอมหวานอร่อย ดื่มแล้วเย็นสดชื่น ดีต่อสุขภาพแล้วค่ะ

 

          กลเม็ดเคล็ดลับให้ได้น้ำปั่นสีสวยอร่อยนั้น ต้องเลือกใช้แตงโมที่สุก ขนาดกำลังพอดี มีความสดใหม่ สีแดงสด และใครที่รักสุขภาพต้องไม่ลืมสิ่งนี้ ‘น้ำหวานดอกมะพร้าว’ น้ำหวานเข้มข้นที่ผลิตจากดอกมะพร้าวธรรมชาติ 100% โดยไม่ใช่วัตถุกันเสีย ไม่เติมสี ไม่ใส่กลิ่น รวมทั้งไม่เจือปนน้ำตาลทรายแดง สามารถใช้แทนความหวานของน้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อมได้ แถมแคลอรีต่ำกว่าน้ำตาลทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ใส่ใจในสุขภาพ

 

          ร้อนๆ แบบนี้อย่าลืมลองน้ำแตงโมปั่นกันนะคะ เมนูน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ มีประโยชน์มากมาย รสชาติหวานหอมอร่อย สดสะอาด เย็นสดชื่น

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Kapook

6 ทริคเลือกดื่มกาแฟอย่างไรให้สุขภาพดี

ตอนเช้ากาแฟถือเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตสำหรับหนุ่มๆ สาวๆ วัยทำงาน เมื่อตกบ่ายเริ่มง่วงก็ขออีกสักเเก้ว เเละหากคืนไหนต้องปั่นงานดึกก็อาจมีเเก้วที่สาม เเต่การดื่มกาเเฟมากเกินไปก็ไม่ดี แต่ถ้าอยากดื่มกาเเฟเเล้วมีสุขภาพดีจะต้องทำอย่างไร วันนี้เรามีคำเเนะนำดีๆ มาฝากกัน ดังนี้เลยครับ

 

1. ควรเลือกดื่มกาเเฟที่ไม่ใส่ครีมเทียมเเละน้ำตาล

เป็นที่ทราบกันดีว่าครีมเทียม น้ำตาล นั้นทำให้เราอ้วนได้ เเละเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้ จนเราไม่รู้ตัวเองว่านอกจากคุณติดคาเฟอีนเเล้วยังติดความหวานของน้ำตาลเข้าไปด้วย เเต่หากคุณต้องการลดการดื่มกาเเฟลง เราขอเเนะนำให้คุณทานกาเเฟดำเข้ม ที่ไม่ต้องใส่น้ำตาล ไม่ใส่ครีมเทียม หรือเลือกใส่น้ำตาลที่มาจากธรรมชาติแทน

 

2. ดื่มกาเเฟก่อนออกกำลังกาย

ที่เราเเนะนำให้คุณดื่มกาเเฟก่อนออกกำลังกาย เพราะว่าคาเฟอีนในกาเเฟนั้นจะช่วยกระตุ้นการเบิร์นพลังงานส่วนเกินของร่างกาย จึงช่วยลดหน้าท้อง ไขมันที่ต้นเเขน เเละต้นขาได้เป็นอย่างดี ซึ่งเราขอเเนะนำให้ดื่มก่อนออกกำลังกายสัก 1 เเก้ว ไม่ควรมากกว่านั้นเพราะจะทำให้ใจสั่นได้

 

3. ดื่มกาเเฟพร้อมกับอาหารคุณภาพดี

การดื่มกาเเฟพร้อมกับอาหารคุณภาพดีที่อุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไฟเบอร์ เเละไขมัน จะส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะอาหารจะช่วยชะลอการดูดซึมคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ความต้องการคาเฟอีนในเเต่ละวันของเราลดลง หรือคุณลองจิบกาเเฟพร้อมกับของว่างที่มีประโยชน์ เช่น ไข่ หรือเเซนวิช เป็นต้น

 

4. ดื่มกาเเฟให้ถูกเวลา

คำเเนะนำของนักโภชนาการได้ระบุว่า เราไม่ควรดื่มกาเเฟหลังบ่ายสอง เพราะจะส่งผลกระทบต่อการนอนหลับที่ดีของเรา เเละหากคุณต้องการจะดื่มกาเเฟในช่วงบ่าย เราขอเเนะนำให้คุณดื่มกาเเฟที่มีปริมาณคาเฟอีนเเละน้ำตาลน้อย เช่น ลาเต้ คาปูชิโน่ เเละอเมริกาโน่ เเทนการดื่มกาเเฟ 3 in 1

 

5. เลือกร้านที่ใช้เครื่องชงคุณภาพสูง

การเลือกคาเฟ่หรือร้านกาแฟที่ใช้เครื่องชงคุณภาพสูงจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าน้ำร้อนจะไม่ละลายส่วนประกอบที่เป็นพลาสติกจากในเครื่องชงกาเเฟออกมาปนเปื้อนกับกาเเฟที่เราดื่ม เพราะสารประกอบพลาสติกต่างๆล้วนเเล้วเเต่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้นหากร้านไหนเลือกใช้เครื่องกาเเฟคุณภาพสูงได้มาตรฐาน เราก็สามารถสบายใจในเรื่องนี้ได้

 

6. เลือกดื่มกาเเฟที่มีคุณภาพสูง

เพื่อนๆหลายคนคงไม่ทราบว่าการทำไร่กาเเฟนั้นไม่น้อยเลยที่เกษตรกรจะใช้สารเคมี เช่น ยาฆ่าเเมลงเป็นจำนวนมาก ทำให้เราที่เป็นผู้บริโภคกาเเฟมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารเคมีที่ตกค้างในกาเเฟได้ เเต่ถ้าหากเราเลือกดื่มกาเเฟจากร้านที่ใช้เมล็ดกาเเฟออร์เเกนิกได้ย่อมจะส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า เเถมยังได้กลิ่นเเละรสชาติดีกว่ากาเเฟที่เพาะปลูกด้วยวิธีทั่วไปอีกด้วย

 

          เเละนี่ก็คือ 6 คำเเนะนำดีๆ ของคนรักกาเเฟที่คุณสามารถนำไปปรับใช้กันได้ไม่ยาก เพื่อให้การดื่มกาเเฟของคุณสามารถสนองความอยากคาเฟอีนในเเต่ละวันได้อย่างพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของคุณ

 

ด้วยความปราถนาดีจาก น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

ร้อนนี้กิน 'ไอศกรีม' มากไป ระวัง!! น้ำหนักเกิน

          กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือนผู้ที่น้ำหนักตัวเกิน ควรจำกัดปริมาณในการกินไอศกรีม เพราะไอศกรีมมีส่วนผสมของไขมัน และน้ำตาลสูง ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงขึ้นได้

 

          แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ไอศกรีมเป็นของหวานที่ช่วยสร้างความสดชื่นในหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี เพราะมีส่วนประกอบหลัก คือ ครีม น้ำนม หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม เช่น โยเกิร์ต นมผง นมเปรี้ยว แถมยังมีสารที่ให้รสชาติหวาน เช่น กลูโคส ไซรัป ฟรุกโตส น้ำผึ้ง หรืออาจมีน้ำมันพืช ไข่ กะทิเพิ่มด้วย หากบริโภคมากเกินไปอาจทำให้ผู้บริโภคน้ำหนักเพิ่มขึ้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงไอศกรีมที่มีไขมันสูง และควรระวังน้ำตาลที่อยู่ในไอศกรีมด้วย เนื่องจากไอศกรีมบางประเภทในโฆษณาว่ามีไขมัน 0% แต่กลับมีน้ำตาลสูงถึง 3.5-6.5 ช้อนชา จึงไม่ควรกินบ่อย

 

          ทั้งนี้ ผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง ควรเลือกกินไอศกรีมที่มีไขมันน้อยหรือไม่มีไขมันเลย เช่น ไอศกรีมเชอร์เบต และสำหรับผู้ที่มีไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ควรกินไอศกรีมเป็นครั้งคราวและจำกัดปริมาณไอศกรีมทุกชนิด เนื่องจากส่วนผสมของไขมันและน้ำตาลที่มีอยู่ในปริมาณมากมีผลทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงขึ้นได้ สำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนัก ควรหลีกเลี่ยงไอศกรีมที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เนื่องจากไอศกรีมดัดแปลง 1 แท่ง ประกอบด้วยไขมันอิ่มตัว นมผง หางนม น้ำตาล ซึ่งให้พลังงาน 150 -230 กิโลแคลอรี มีน้ำตาลอยู่ 4-5 ช้อนชา โดยใน 1 วัน ไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา และก่อนซื้อควรดูฉลากโภชนาการเป็นส่วนประกอบก่อนการบริโภค เพื่อให้ทราบปริมาณพลังงาน น้ำตาลและไขมัน จะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้กินมากเกินไปและเลือกกินไอศกรีมจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้ เพื่อลดความเสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากไอศกรีมที่ไม่สะอาด

 

          แม้ไอศกรีมจะช่วยคลายร้อนแต่ก็ควรกินไอศกรีมในปริมาณที่พอดี จะได้ไม่เกิดโทษแก่สุขภาพ เพราะถ้ากินในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายอาจทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

กาแฟเย็น ตัวการพาอ้วน

    กาแฟกลายเป็นหนึ่งในค่านิยมของคนไทย หันไปทางไหนก็เห็นแต่คนเดินเข้าร้านกาแฟกันตลอดไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาแฟเย็นที่ให้พลังงานพร้อมความอร่อย ที่ใครหลายคนคาดไม่ถึงว่าเป็นตัวการที่ทำให้อ้วน

 

กาแฟเย็น 1 แก้วมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง 

          รสชาติที่แท้จริงของกาแฟควรจะมีรสขมนำ แต่ถ้าเมื่อไรที่ดื่มเข้าไปแล้วพบว่า รสชาติกลมกล่อม หอม หวาน มัน ชื่นใจละก็! ขอให้รู้ไว้ว่าเราไม่ได้กำลังดื่มแค่กาแฟเพียงอย่างเดียว จากผลการสำรวจของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในกาแฟเย็น 1 แก้วนั้น มีมากกว่าแค่สารคาเฟอีน เพราะกาแฟเย็นขนาดแก้ว 20 ออนซ์ หรือ 600 มิลลิลิตร มีส่วนประกอบของไขมัน 22.1 กรัม โปรตีน 10.9 กรัม และคาร์โบไฮเดรต 49.4 กรัม ซึ่งให้พลังงานต่อร่างกายสูงกว่า 200 กิโลแคลอรี โดยพลังงานที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจากน้ำตาลที่มาจากนมข้น ครีมเทียม หรือไซรัป ในปริมาณที่มากถึง 38 กรัม หรือประมาณ 10 ช้อนชา

          เมนูกาแฟยอดฮิตที่ขายกัน เช่น ลาเต้ มอคค่า เอสเปรสโซ่ และคาปูชิโน่ โดยกาแฟแต่ละสูตรนั้นมีปริมาณน้ำตาลไม่ต่างกันเท่าไรนัก ยกเว้นเมนูที่มีส่วนผสมของช็อกโกแลตและกาแฟที่ดื่มแล้วจะทำให้อ้วนมากกว่าเมนูอื่นๆ เช่น มอคค่าเย็น ที่ไม่ได้ให้แค่น้ำตาลอย่างเดียว ซึ่งหากลองเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลในกาแฟแต่ละสูตรจะพบว่า

          - ลาเต้เย็นให้พลังงานสูงถึง 288 กิโลแคลอรี มีปริมาณน้ำตาลประมาณ 3-9 ช้อนชา

          - คาปูชิโน่เย็นให้พลังงานสูงถึง 303 กิโลแคลอรี มีปริมาณน้ำตาลประมาณ 6-9 ช้อนชา

          - มอคค่าเย็นให้พลังงานสูงถึง 400 กิโลแคลอรี มีปริมาณน้ำตาลประมาณ 5-9 ช้อนชา แถมยังมีปริมาณน้ำตาลที่มาจากน้ำเชื่อมและผงช็อกโกแลตด้วย 

          แต่สำหรับกาแฟสูตรอื่นที่นอกเหนือไปจากนี้ เช่น เมนูแฟรบปูชิโน่ ทั้งแบบมีวิปครีมและไม่มีวิปครีมถือว่าเป็นเมนูกาแฟที่กินแล้วอ้วนที่สุด เพราะให้พลังงานสูงถึง 561 แคลอรี และ 457 แคลอรีตามลำดับ

          นอกจากปริมาณน้ำตาลในกาแฟเย็นที่ทำให้เราอ้วนขึ้นแล้ว ยังมีตัวการร้ายที่เราต้องระวังให้ดีก็คือ ครีมเทียม เพราะครีมเทียมมีส่วนประกอบหลักเป็นไขมัน โปรตีน และน้ำตาล มีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวสูงประมาณร้อยละ 20-50 ถือเป็นไขมันทรานส์ที่มีผลให้คอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ในเลือดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ระบบการทำงานของตับผิดปกติ หากเราชงกาแฟด้วยครีมเทียมครั้งละ 2-3 ช้อนขึ้นไปเป็นประจำทุกวัน แน่นอนว่าเรามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันในเส้นเลือดยังมีความอร่อยอีกหนึ่งอย่างที่เราต้องคำนึงถึงด้วยนั่นก็คือ น้ำเชื่อมแต่งรสชาติต่าง ๆ เช่น วานิลลา ฮาเซลนัท มินท์ และคาราเมล ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในหมวดหมู่ของน้ำตาลไซรัปเติมรสชาติ ที่ส่งผลให้แคลอรีในกาแฟแก้วโปรดของเราเพิ่มขึ้นด้วยเหมือนกัน

 

ดื่มกาแฟไม่ให้อ้วน ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่

          ไม่มีใครที่จะเลิกดื่มกาแฟได้แบบฉับพลันได้ ยิ่งคนที่ติดกาแฟมากๆ เพราะกาแฟมีคาเฟอีนกระตุ้นระบบประสาทให้ตื่นตัว ช่วยแก้อาการง่วง วิตกกังวล และลดอาการซึมเศร้าได้ เมื่อเราดื่มแล้วรู้สึกดีขึ้น ทำให้มีพลังวังชาในการทำงานได้อย่างยาวนานหลายชั่วโมงโดยไม่มีเหนื่อย

          ถ้าแบบนั้นลองปรับจากที่เคยปรุงรสหวานๆ ให้หันมาใช้ครีมเทียมหรือสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลแบบไขมันต่ำจะดีกว่า แบบนี้น่าจะเป็นทางเลือกให้คุณยังคงดื่มกาแฟถ้วยโปรดได้อย่างอร่อยเช่นเดิม และไม่ทำให้รูปร่างอ้วนขึ้นได้ด้วย หรือหากจะหันมาดื่มกาแฟดำที่ให้แคลอรีประมาณ 17-19 แคลอรีเท่านั้นก็นับว่าดีมากๆ เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับสารคาเฟอีนที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เช่นเดิม และนั่นก็เป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสามารถป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดได้และยังต้านโรคโดยเฉพาะนิ่วในทางเดินปัสสาวะและนิ่วในถุงน้ำดีได้ด้วย

         

          เห็นไหมว่า การดื่มกาแฟนั้น ถ้าเรารู้จักดื่มอย่างถูกวิธีก็ย่อมทำให้เรามีหุ่นดีได้ ขณะเดียวกัน ไม่ควรดื่มมากเกินไป อาจจะดื่มเพียงวันละ 1-2 แก้ว เพราะหากดื่มเยอะเกินไปจะส่งผลต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจให้มีอาการบีบหัวใจหนักขึ้น ทำให้เราเกิดอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย วิตกกังวล และปวดศีรษะได้ด้วย ดังนั้นแล้ว ดื่มอย่างพอเหมาะและหันมาออกกำลังกายเป็นประจำ เท่านี้การมีหุ่นสวยไปพร้อมกับการติดกาแฟก็ย่อมเป็นไปได้ ดังนั้นใครที่ติดกาแฟเย็นมาก ขอแนะนำให้ลองเปลี่ยนมาเป็นกาแฟร้อนดูนะคะ เพราะการกินแบบร้อนจะทำให้เราลดปริมาณน้ำตาลและไขมันได้มากกว่า อีกทั้งยังทำให้เรารับรสกาแฟได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย 

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

 

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

แก้โรคติดหวาน ไม่ยากอย่างที่คิด

     บางคนบริโภคน้ำตาลในปริมาณมาก จนร่างกายเสพติดความหวาน จะรับประทานอะไรก็ต้องเติมน้ำตาล และในที่สุดเขาเหล่านั้นก็จะกลายเป็นคนที่เสพติดน้ำตาลโดยไม่รู้ตัว หรือที่เราเรียกกันว่า "โรคติดหวาน" นั่นเอง

     อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า การรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของ 'น้ำตาล' อยู่เป็นจำนวนมากนั้นไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย เนื่องจาก น้ำตาลที่มากเกินกว่าความจำเป็นของร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้เป็นไขมันสะสม และไขมันตัวร้ายเหล่านี้จะก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน รวมถึงยังทำให้ผิวของคุณแห้งเหี่ยวก่อนวัยอันควรอีกด้วย

 

วิธีแก้โรคติดหวานแบบไม่เครียด

     1. ทำใจให้สบาย เพราะเราจะไม่เลิกแบบหักดิบ แต่จะเป็นการค่อยๆ ลดปริมาณน้ำตาลที่รับประทานในแต่ละวันให้น้อยลงกว่าเดิม

     2. เลิกกินของหวานหลังอาหารทุกมื้อ ลองลดของหวานในมื้อเย็นและบริโภคของหวานในเวลากลางวันแทน หรือถ้าหลังอาหารเย็นมีความอยากของหวานจริงๆ ให้เปลี่ยนเป็นผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล ส้ม สาลี่ หรือแตงโม ที่มีน้ำเยอะจะได้ชื่นใจ

     3. เปลี่ยนจากการดื่มน้ำหวานเป็นน้ำเปล่า หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ให้เลือกน้ำผลไม้คั้นสด หรือน้ำผลไม้ปั่นแบบไม่ใส่น้ำตาลเพิ่ม เพราะในผลไม้มีน้ำตาลธรรมชาติอยู่แล้ว ส่วนเวลาบ่ายๆ คุณสามารถดื่มชาใส่นม หรือโยเกิร์ตพร้อมดื่มแบบปราศจากน้ำตาลก็ได้

     4. เลือกรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ โดยเฉพาะผักใบเขียวผลไม้สด รวมถึงรับประทานธัญพืชต่างๆ เพราะไฟเบอร์จะช่วยให้คุณอิ่มมากขึ้น ลดความหิวระหว่างวันได้ดี

     5. หักห้ามใจในการเติมน้ำตาลลงไปในอาหารทุกอย่างที่คุณรับประทาน หากช่วงแรกยังทำไม่ได้ เราขอแนะนำให้คุณค่อยๆ ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งก่อน พอเริ่มคุ้นชินก็ลดลงเรื่อยๆ

 

     5 วิธีง่ายๆ เพียงเท่านี้เราก็ไม่ต้องเสี่ยงกับโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจอีกต่อไปแล้ว และอย่าลืมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่มีน้ำตาลน้อยๆ หรือหันมาบริโภคสารให้ความหวานจากธรรมชาติกันนะคะ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thairath

กิน “ของหวาน” แล้วมีความสุข

     เคยสงสัยกันไหมว่า เวลาที่เรารู้สึกเครียด เบื่อหน่าย ไม่มีความสุข แต่พอได้กินของหวานๆ ไม่ว่าจะเป็นขนม เครื่องดื่ม หรือของหวานชนิดใดก็ตาม กลับมีความสุขขึ้นมาซะงั้น

     ทำไมน้ำตาลจึงทำให้เรามีความสุขกันล่ะ ? เพราะความสุขที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราได้รับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายนั้น เกิดจากพลังงานที่ทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่นสดใส ไม่ว่าจะอ่อนเพลียจากการทำงานหรือการเรียน ความหวานสามารถช่วยได้ แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมด้วย

 

ความหวานที่มาพร้อมประโยชน์

     นอกจากความหวานจะทำให้เรามีความสุขแล้ว น้ำตาลยังมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การไหลเวียนโลหิต การย่อยอาหาร การขับถ่ายของเสีย และยังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย อีกทั้ง 70 เปอร์เซ็นต์ในการเคลื่อนไหวของเราต้องใช้พลังงานจากน้ำตาล จึงไม่มีวันไหนที่ร่างกายของเราจะไม่ต้องการความหวาน

 

ความสุขที่เลือกได้จากความหวานที่แตกต่าง

     ปัจจุบันมีน้ำตาลให้เราเลือกใช้ตามไลฟ์สไตล์ แต่ละชนิดก็ช่วยสร้างความสุขในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป ทั้งการเลือกน้ำตาลให้เหมาะกับประเภทของอาหารหรือเครื่องดื่ม เลือกน้ำตาลที่ผลิตจากธรรมชาติ เลือกน้ำตาลเพื่อการควบคุมจำนวนแคลอรีในการรักษารูปร่างที่ดี ไม่ว่าจะเป็นความหวานจากน้ำตาลแบบไหนก็สามารถเลือกให้เหมาะกับตัวตนของเราได้

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก issue247

หวานทานง่าย พฤติกรรมของคน “ติดหวาน” นำไปสู่โรคที่ต้องรู้

ฮันนี่โทสต์หวานฉ่ำ ชาไข่มุกเย็นๆ หวานชื่นใจที่กำลังเป็นที่นิยม หรือแม้แต่ก๋วยเตี๋ยวที่เทน้ำตาลลงไปจนหวานเจี๊ยบ พฤติกรรมการกินแบบติดหวานเหล่านี้ สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อระดับน้ำตาลสูงเกินไป จะส่งผลให้อินซูลินทำงานผิดปกติ ทำให้เซลล์เกิดภาวะต้านอินซูลิน และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่างๆ มากมาย วันนี้มาเช็ค 10 โรคร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับพฤติกรรมคนทานหวาน ควรห่างไกลเมื่อรับประทานหวานมากเกินไปกันเถอะ

 

โรคเบาหวาน

ภาวะต้านอินซูลินที่รุนแรง จะทำให้ตับอ่อนไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงได้ ระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูงขึ้น หรือสวิงขึ้นลง จะทำให้คุณเป็นโรคเบาหวานได้ในที่สุด

 

โรคหัวใจ

อาหารที่มีน้ำตาลสูง เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ เพราะน้ำตาลมีผลต่อกระบวนการสูบฉีดของหัวใจ เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ ไขมันเลว กลูโคส และอินซูลินในกระแสเลือด

 

ไขมันพอกตับ

เมื่อตับสังเคราะห์ฟรักโทสให้กลายเป็นไขมันแล้ว ก็จะนำไปเก็บไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ

 

ไขมันในเลือดสูง

เมื่อกินอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลมากๆ จะทำให้เกิดการสะสมไตรกลีเซอไรด์ขึ้นในร่างกาย ทำให้ปริมาณไขมันในเลือดสูงขึ้น

 

โรคอ้วน

ความหวานจะทำให้รู้สึกหิวมากขึ้น และไม่รู้สึกอิ่ม คุณจะรู้สึกว่า กินเท่าไรก็ไม่พอเสียที และมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้อย่างง่ายดายโดยไม่รู้ตัว

 

ความดันโลหิตสูง

น้ำตาลทำให้ฮอร์โมนแคทีโคลามีน และกรดยูริกสูง ซึ่งต่างก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงทั้งสิ้น

 

ไมเกรน

น้ำตาล และของหวานต่างๆ เป็นหนึ่งในอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรน

 

ฟันผุ

เด็กที่ชอบทานจำพวกขนม ลูกอม ซึ่งมีน้ำตาลปริมาณมาก น้ำตาลนั้นย่อยง่าย แบคทีเรียในช่องปากจึงสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว จนเป็นสาเหตุของปัญหาในช่องปากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟันผุ เคลือบฟันกัดกร่อน โรคเหงือก และกลิ่นปาก

 

มะเร็ง

อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ใช้ควบคุมการเจริญเติบโต และการเพิ่มขึ้นของเซลล์มะเร็ง การเพิ่มขึ้นของอินซูลิน และระดับอินซูลินที่ไม่คงที่ ก็อาจทำให้มีเซลล์มะเร็งเติบโตอยู่ในร่างกายของคุณได้

 

โรคกระดูกเปราะ

น้ำตาลสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ทำเกิดความไม่สมดุลในเลือด เมื่อเลือดมีความเป็นกรดมากขึ้น ร่างกายจึงต้องปรับสมดุลโดยการดึงแร่ธาตุต่างๆ ที่สะสมอยู่ในกระดูกมาใช้แทน

 

ความจริงแล้ว น้ำตาลก็เป็นเหมือนยาเสพติดชนิดหนึ่ง เพราะสารให้ความหวานจะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งโดพามีน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้เกิดอาการเสพติด และรู้สึกอยากกินของหวานอยู่ตลอด แม้ว่าการกินของหวานจะทำให้คุณรู้สึกมีความสุข แต่การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้น และเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆได้เช่นกัน ดังนั้นทานหวานให้น้อยลงแล้วหันมาบริโภคจำพวกสารให้ความหวานจากธรรมชาติ อาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมกับออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนครับ

 

ด้วยความปราศถนาดีจาก น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์                                              (Organic Coconut Syrup By ManNature)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

 

โรคเบาหวาน

ภาวะต้านอินซูลินที่รุนแรง จะทำให้ตับอ่อนไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงได้ ระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูงขึ้น หรือสวิงขึ้นลง จะทำให้คุณเป็นโรคเบาหวานได้ในที่สุด

 

โรคหัวใจ

อาหารที่มีน้ำตาลสูง เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ เพราะน้ำตาลมีผลต่อกระบวนการสูบฉีดของหัวใจ เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ ไขมันเลว กลูโคส และอินซูลินในกระแสเลือด

 

ไขมันพอกตับ

เมื่อตับสังเคราะห์ฟรักโทสให้กลายเป็นไขมันแล้ว ก็จะนำไปเก็บไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ

 

ไขมันในเลือดสูง

เมื่อกินอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลมากๆ จะทำให้เกิดการสะสมไตรกลีเซอไรด์ขึ้นในร่างกาย ทำให้ปริมาณไขมันในเลือดสูงขึ้น

 

โรคอ้วน

ความหวานจะทำให้รู้สึกหิวมากขึ้น และไม่รู้สึกอิ่ม คุณจะรู้สึกว่า กินเท่าไรก็ไม่พอเสียที และมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้อย่างง่ายดายโดยไม่รู้ตัว

 

ความดันโลหิตสูง

น้ำตาลทำให้ฮอร์โมนแคทีโคลามีน และกรดยูริกสูง ซึ่งต่างก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงทั้งสิ้น

 

ไมเกรน

น้ำตาล และของหวานต่างๆ เป็นหนึ่งในอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรน

 

ฟันผุ

เด็กที่ชอบทานจำพวกขนม ลูกอม ซึ่งมีน้ำตาลปริมาณมาก น้ำตาลนั้นย่อยง่าย แบคทีเรียในช่องปากจึงสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว จนเป็นสาเหตุของปัญหาในช่องปากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟันผุ เคลือบฟันกัดกร่อน โรคเหงือก และกลิ่นปาก

 

มะเร็ง

อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ใช้ควบคุมการเจริญเติบโต และการเพิ่มขึ้นของเซลล์มะเร็ง การเพิ่มขึ้นของอินซูลิน และระดับอินซูลินที่ไม่คงที่ ก็อาจทำให้มีเซลล์มะเร็งเติบโตอยู่ในร่างกายของคุณได้

 

โรคกระดูกเปราะ

น้ำตาลสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ทำเกิดความไม่สมดุลในเลือด เมื่อเลือดมีความเป็นกรดมากขึ้น ร่างกายจึงต้องปรับสมดุลโดยการดึงแร่ธาตุต่างๆ ที่สะสมอยู่ในกระดูกมาใช้แทน

 

ความจริงแล้ว น้ำตาลก็เป็นเหมือนยาเสพติดชนิดหนึ่ง เพราะสารให้ความหวานจะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งโดพามีน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้เกิดอาการเสพติด และรู้สึกอยากกินของหวานอยู่ตลอด แม้ว่าการกินของหวานจะทำให้คุณรู้สึกมีความสุข แต่การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้น และเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆได้เช่นกัน ดังนั้นทานหวานให้น้อยลงแล้วหันมาบริโภคจำพวกสารให้ความหวานจากธรรมชาติ อาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมกับออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนครับ

 

ด้วยความปราศถนาดีจาก น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์                                                         (Organic Coconut Syrup By ManNature)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

“เครื่องดื่มยอดฮิต” สาเหตุ “นิ่วในไต”?

เนื่องจากอาหารการกินก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญของโรคนิ่วในไต เพราะการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์ และอาหารที่มีโซเดียมสูงเกินไป จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของโรคนิ่วในไตได้ แต่นอกจากอาหารก็ยังมีเครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง “น้ำอัดลม” รวมอยู่ในอาหารเพิ่มความเสี่ยงโรคนี้ด้วย

 

น้ำอัดลมมีส่วนประกอบของน้ำตาลฟลุกโตสอยู่เป็นจำนวนมาก น้ำตาลฟลุกโตสจะทำให้ร่างกายพยายามขับแคลเซียมออกมาผ่านการปัสสาวะมากยิ่งขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มความเสี่ยงของแคลเซียมที่จะไปจับกับสารอื่นในปัสสาวะ และตกตะกอนจนกลายเป็นก้อนนิ่วได้

 

นอกจากนี้ เครื่องดื่มยอดนิยมอีกชนิดอย่าง “ชาเย็น” ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนิ่วในไตด้วยเช่นกัน เพราะชาเย็นเป็นเครื่องดื่มที่มีสารออกซาเลตสูง ที่ทำให้เป็นโรคนิ่วในไตได้เช่นกัน หากแต่การดื่มชาเย็นวันละ 1-2 แก้ว ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของโรคมากขนาดนั้น เพราะจากการเก็บข้อมูลพบว่ามีผู้ป่วยโรคไตจากการดื่มชา 16 แก้วต่อวัน ซึ่งทำให้ร่างกายได้รับสารออกซาเลตมากเกินไปนั่นเอง

 

เครื่องดื่มยอดฮิตของใครหลายๆคน หาดื่มมากเกินไปจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้วควรเลือกดื่มในปริมาณที่เหมาะสม และออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยนะครับ

 

ด้วยความปราถนาดีจาก

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

หวานแค่ไหนก็ไม่สะเทือน “เบาหวาน”

     ใครที่ชื่นชอบรสชาติหวาน ชอบเติมน้ำตาล ชอบใส่น้ำผึ้งลงในอาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่ม ขอแนะนำให้รู้จักกับ “น้ำหวานดอกมะพร้าว” เป็นอีกหนึ่งน้ำตาลจากธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย

 

     ในการทำน้ำตาลมะพร้าวจนมาเป็นน้ำหวานดอกมะพร้าว เป็นการต่อยอดจากภูมิปัญญาชาวบ้านจนได้น้ำตาลบริสุทธิ์จากธรรมชาติ 100% ซึ่งเป็นน้ำหวานที่ดีต่อสุขภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพและผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากผ่านการทดสอบและการวิจัยแล้วว่า น้ำหวานดอกมะพร้าวมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถรับประทานได้ และยังสามารถใช้ในการปรุงอาหารได้ทั้งคาวและหวาน ใส่แทนน้ำตาลเลยทีเดียว อีกทั้งมีกลิ่นหอม รสหวานกลมกล่อม ไม่ทำให้อาหารและเครื่องดื่มเสียรสชาติ

 

     ในน้ำหวานดอกมะพร้าวอุดมไปด้วย โพแทสเซียม แมกนีเซียม กรดอะมิโน ธาตุเหล็ก และวิตามิน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายง่าย ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ไม่มีคอเลสเตอรอล ปัจจุบันเริ่มมีน้ำหวานดอกมะพร้าววางขายมากขึ้น หากใครสนใจลองหาซื้อแล้วนำมาใส่ในอาหาร เครื่องดื่ม อาจจะได้รสชาติใหม่ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพอีกด้วย

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก openrice

 

ทราบดัชนีน้ำตาล หรือค่า GI ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

น้ำตาลถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องให้ความสำคัญ ดัชนีน้ำตาล หรือ ค่า GI (Glycemic Index) คือ ค่าที่บ่งบอกถึงระดับน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในอาหารชนิดนั้นๆ 

 

เกณฑ์ค่า GI หรือ ดัชนีน้ำตาล ประกอบไปด้วย 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

 

1. ดัชนีน้ำตาลต่ำ คือ ค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 55 อาหารที่อยู่ในกลุ่มนี้ถือเป็นอาหารที่มีระดับน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตที่ต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงน้ำตาลหรือแป้ง ช่วยให้ไม่เกิดโรคเบาหวานหรือโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด เช่น น้ำผึ้ง (GI 55) เมเปิลไซรัป (GI 54) และน้ำหวานดอกมะพร้าว (GI 35)

 

2. ดัชนีน้ำตาลปานกลาง คือ ค่าในระดับ 56 – 75 อาหารที่อยู่ในกลุ่มนี้สามารถรับประทานได้ แต่ควรควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่พอดีกับร่างกายในแต่ละวัน เพราะหากรับประทานมากจนเกินไปอาจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ เช่น น้ำตาลทรายแดง (GI 65) น้ำตาลทรายขาว (GI 68)

 

3. ดัชนีน้ำตาลสูง คือ ค่าที่มากกว่า 75 อาหารที่อยู่ในกลุ่มนี้มักเป็นอาหารต้องห้ามและไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน โรคความดัน หรือโรคหัวใจ ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีค่า GI หรือดัชนีน้ำตาลสูงเป็นดีที่สุด เช่น น้ำตาลกลูโคส (GI 100) ไซรัปข้าวโพด(GI 90)

 

ดังนั้น การทราบค่า GI นี้ จะช่วยให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในสภาวะปกติได้ นอกจากนี้ ยังถือเป็นความรู้ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุในการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดัน และโรคต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพกับการต้องเลือกรับประทานอาหารต่างๆ ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก honestdocs

“น้ำตาล” ไม่ใช่ตัวร้ายอีกต่อไป หากทานอย่างถูกวิธี

“น้ำตาล” บางคนที่ได้ยินคำนี้อาจจะหวาดระแวง เพราะในปัจจุบันน้ำตาลถือว่าเป็นส่วนประกอบของอาหารคาวและของหวานหลายๆชนิด อาทิ เครื่องดื่มน้ำอัดลม, น้ำหวาน รวมถึงอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลแฝงอยู่ เช่นลูกอม หรือ เบเกอรี่ต่างๆ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำตาลเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ถ้าหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมก็จะไม่มีผลเสียต่อร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินไปจะสะสมเป็นไขมันในร่างกายได้ ดังนั้น เราจึงควรบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะ “วัยเด็ก” เพื่อเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ในการสร้างพฤติกรรมการบริโภคให้เด็กไทย “อ่อนหวาน”

น้ำตาล.......มีกี่แบบ อะไรบ้าง

ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “น้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย ซึ่งทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งประเภทของน้ำตาลได้หลากหลายแบบ แต่เราจะแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 1) น้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ น้ำตาลฟรุกโตสที่มีอยู่ในผักผลไม้ น้ำตาลแลคโตสที่มีอยู่ในนม และน้ำตาลมอลโตสที่มีอยู่ในมอลต์ และ 2) น้ำตาลที่เติมเพิ่ม เช่น น้ำตาลทราย ที่มีการเติมเข้าไปในอาหารและเครื่องดื่มระหว่างกระบวนการผลิตหรือเตรียมอาหาร เช่น การเติมน้ำตาลทรายลงในเครื่องดื่มต่าง ๆ การเติมน้ำผึ้งลงในแพนเค้ก หรือการเติมน้ำตาลทรายแดงในเค้กหรือคุกกี้

น้ำตาล.......ต้องทานเท่าไรถึงจะพอเหมาะ

ผศ.ดร.ฉัตรภา ยังกล่าวต่อไปว่า คนทั่วไปสามารถรับประทานน้ำตาลได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเพราะร่างกายยังต้องการน้ำตาลเพื่อใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือไม่ว่าจะรับประทานน้ำตาลชนิดใด ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่เกินความต้องการของร่างกาย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำปริมาณน้ำตาลที่เติมเพิ่มในอาหารว่าไม่ควรเกินร้อยละ10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน หรือประมาณ 200 กิโลแคลอรี สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี และ ข้อมูลธงโภชนาการของคนไทย ยังแนะนำให้บริโภคน้ำตาลที่เติมเพิ่มในอาหารไม่เกิน 4 6 และ 8 ช้อนชา สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 1,600 2,000 และ 2,400 กิโลแคลอรีต่อวันตามลำดับ

น้ำตาล.......ทานยังไงให้ได้ประโยชน์

โดยปกติเราได้น้ำตาลจากการกินอาหารในแต่ละวันอยู่แล้ว เพื่อการกินน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมเราสามารถควบคุมปริมาณน้ำตาลที่เติมเพิ่มได้ โดย องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา The American Heart Association (AHA) สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดปริมาณน้ำตาลที่สามารถเติมในรูปแบบของน้ำตาลที่เติมลงในอาหารในแต่ละวันคือ เด็กวัย 6-13 ปี มีความต้องการพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน ควรรับประทานน้ำตาลไม่เกิน 4 ช้อนชาหรือ 16 กรัมต่อวัน (โดยน้ำตาล 1 ช้อนชาจะให้พลังงานเท่ากับ 4 กิโลแคลอรี) เพื่อให้มีพลังงานไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันเต็มที่ และ สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไปจนถึงผู้ใหญ่ ซึ่งมีความต้องการพลังงาน 2,000-2,400 กิโลแคลอรีต่อวัน จึงควรรับประทานน้ำตาลไม่เกิน 6-8 ช้อนชาต่อวัน

ท้ายนี้ ผู้ใหญ่หรือคุณพ่อคุณแม่ควรแนะนำให้เด็กไทยบริโภคน้ำตาลอย่างเข้าใจด้วยการส่งเสริมให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสม ควบคู่กับการให้ลูกได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านอย่างการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา ซึ่งจะช่วยให้ลูกมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนครับ

 

ด้วยความปราถนาดีจาก น้ำหวานดอกมะพร้าวธรรมชาติ 100 % by Mannature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

7 อาหารรสหวานปราศจากน้ำตาล สำหรับคนลดความอ้วน

น้ำตาลเราทุกคนย่อมรู้ดีว่าการบริโภคมากเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ถ้าจะให้ลาขาดกับรสชาติหวานๆ ที่ได้ชิมเมื่อไรก็อารมณ์ดีเมื่อนั้น คงทำได้ยากเช่นกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องหาตัวช่วยดีๆ ที่จะทำให้คุณลดอาการอยากน้ำตาลได้ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

 

น้ำหวานจากธรรมชาติ

          เป็นน้ำหวานที่สกัดมาจากธรรมชาติ 100% เช่น น้ำหวานจากดอกมะพร้าว สามารถใช้แทนความหวานของน้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม รสชาติหวานกลมกล่อม เหมาะสำหรับปรุงอาหารทำขนม ผสมเครื่องดื่มได้อีกด้วย โดยไม่ต้องว่าจะหวานจนทำร้ายสุขภาพ

 

น้ำมันมะพร้าว

แม้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะมีไขมันอิ่มตัวสูง แต่ก็ช่วยควบคุมอาการอยากน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชาชะเอม

ชาชะเอมหรือชาที่มีรสหวานตามธรรมชาติจะช่วยให้ร่างกายได้รับรสหวานโดยไม่ต้องมีน้ำตาลสักเม็ด และไม่เพิ่มแคลอรีด้วย

 

มันหวาน

แน่นอนว่ามันหวานเป็นสิ่งที่ให้ความหวานแบบธรรมชาติ แถมวิธีปรุงให้อร่อยก็ไม่ยาก อาจจะตัดเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกกับน้ำมันมะพร้าว โรยด้วยผงอบเชยและปาปริกา และเข้าเตาอบ ก็ได้อาหารว่างหวานๆ ไว้รับประทานแล้ว

 

แครอทแท่ง

แครอทเป็นผักที่กรอบ มีไฟเบอร์สูง และมีความหวานตามธรรมชาติกว่าผักชนิดอื่นๆ แค่หั่นเป็นแท่งๆ แช่ไว้ในตู้เย็น หิวเมื่อไรก็นำออกมาจิ้มกินกับฮุมมุสหรือกัวคาโมเลก็อร่อยไม่น้อยเลย

 

เนยถั่ว

เนยถั่วเป็นอาหารยอดฮิตสำหรับยุคนี้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอัลมอนด์หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่มีรสหวานตามธรรมชาติอยู่แล้ว แถมยังเต็มไปด้วยไขมันดีและโปรตีน เพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย

 

ดาร์กช็อกโกแลต 85%

ดาร์กช็อกโกแลตมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก และก็ไม่ใช่เรื่องผิดหากเราจะบริโภคโกโก้คุณภาพดีแทนน้ำตาล นอกจากนี้ ในดาร์กช็อกโกแลต 85% มีน้ำตาลอยู่เพียง 1 ช้อนชาหรือ 100 กรัมเท่านั้น และถ้ายังขมไม่พอ ก็สามารถอัพเลเวลเป็น 90% ได้ด้วย

 

สำหรับคนที่ต้องการความหวานแต่ก็กลัวอ้วนหรือกลัวน้ำตาลในเลือดมากเกินไป แนะนำให้หันมาบริโภคอาหารที่ให้ความหวานจากธรรมชาติเหล่านี้แทนได้ แถมไม่อ้วนอีกด้วย และยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย

 

ด้วยความห่วงใยจาก น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตรา Mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

รู้จัก...น้ำตาล 3 รูปแบบ ในผลไม้

น้ำตาลอย่างที่ทราบกันดีว่าการทานมากไปนั้นาจจะส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพ แต่การกิน “ผลไม้” นั้นนอกจากที่จะได้ประโยชน์ต่อร่างกายแล้วยังได้ปริมาณน้ำตาลที่แตกต่างกันออกไปด้วย และการเผาผลาญน้ำตาลจะมีความแตกต่างกันออกไป โดยน้ำตาลในผลไม้ชนิดต่างๆ สามารถแบ่งได้ดังนี้

1.น้ำตาลกลูโคส (Glucose) สามารถพบได้ในผลไม้ทั่วไป และอาหารที่เป็นประเภทแป้ง เป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยว มีความหวานระดับปานกลาง และร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมได้เร็วที่สุด เพราะว่าเป็นน้ำตาลในเลือด แถมยังเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ในร่างกาย และให้พลังงานเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

2.น้ำตาลฟรุกโตส (Fructrose) เป็นน้ำตาลที่พบได้ในผลไม้รสหวาน และในน้ำผึ้ง อาจจะอยู่ในรูปแบบน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรืออาจอยู่คู่กับน้ำตาลกลูโคสในรูปน้ำตาลทราย ที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างไขมันทั้งที่ตับและเส้นเลือด แต่ถ้าบริโภคมากเกินไปอาจจะมีระดับไขมันชนิดไตรกลีเซอไรต์ในเลือดสูง ทำให้ไขมันเกาะในตับมากขึ้นด้วย น้ำตาลชนิดนี้มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน เพราะสามารถเข้าสู่เซลล์ได้โดยไม่ต้องพึ่งสารอินซูลินเลย

3.น้ำตาลซูโครส (Sucrose) จะพบได้ในผลไม้สุกเกือบทุกประเภท เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลอ้อย เป็นต้น

ผลไม้เป็นน้ำตาลจากธรรมชาติเพราะฉะนั้นการทานผลไม้เป็นประจำจะช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสดชื่นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือผลไม้บางชนิดสามารถนำไปเป็นส่วนผสมของอาหารได้เช่น สลัด อาหารคลีนต่างๆ เป็นต้น อย่าลืมหาผลไม้ทานแล้วออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยนะครับ

ด้วยความปราถนาดีจาก น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก mgronline.com

"ของหวาน" สาเหตุของความเสื่อมทั้งหลาย

คนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง รวมถึงคนที่ชอบทานของหวาน ผลไม้หวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ฯลฯ จะทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมเร็วกว่าปกติ อาจทำให้แก่เร็ว เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เบาหวาน กระดูกพรุน อ้วน เนื้องอก และมะเร็ง เป็นต้น

 

รสหวาน อาจทำให้ชีวิตรู้สึกสดชื่นกระชุ่มกระชวย แต่การทานน้ำตาลมากเกินไป น่าจะเป็นโทษมากกว่าประโยชน์ เพราะน้ำตาลที่ผ่านการฟอกขาว ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ง่าย พอระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนัก

 

การทานน้ำตาลมากๆ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเอวจะหายไปไม่รู้ตัว เพราะน้ำตาลจะแฝงในรูปของอาหาร เครื่องดื่ม ทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดและหัวใจตีบตัน เป็นต้น

 

ยังพบว่าอาการเสื่อมของหัวเข่าเป็นอาการที่ทำให้คนอ้วนมากที่สุด เกินร้อยละ 60 เพราะบางคนมีอาการปวดข้อเท้า ทั้งยังมีอาการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเก๊าท์ นอกจากนี้ระบบโฮโมนในร่างกายยังผิดปกติด้วย

 

ฉะนั้นเห็นผลของความเสื่อมนี้แล้วยังไงอย่าลืมเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของคุณ หรือเลือกทานน้ำตาลที่ได้จากธรรมชาติแทน

 

ด้วยความห่วงใยจาก Coconut Syrup

น้ำหวานเพื่อสุขภาพจากธรรมชาติ

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหน หยิบจับอะไรก็มักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิต การออกกำลังกายและอาหารการ และหนึ่งในเทรนด์อาหารสุขภาพที่ขาดไม่ได้เลย คงหนีไม่พ้นการใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล (Sugar substitute) แต่จะรักสุขภาพทั้งทีก็ต้องเลือกหวานสุขภาพดีและใส่ใจการใช้สารให้ความหวานสังเคราะห์ด้วย ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับ “สารให้ความหวานจากธรรมชาติ” เพื่อสุขภาพที่ดีดีกว่า

ดอกมะพร้าว

เนื้ออร่อย น้ำก็อร่อย แถม “ดอกมะพร้าว” ยังมีความหวานที่อร่อยสุดๆ ผลไม้ที่ให้ความสดชื่นอย่างมะพร้าวก็มีส่วนที่นำมาใช้ให้ความหวานได้เหมือนกัน สำหรับเจ้าดอกมะพร้าวนี้ นอกจากจะมีกลิ่นและรสชาติที่หอมหวานแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะเป็นแหล่งความหวานที่ให้แคลอรี่ต่ำกว่าน้ำตาลทั่วไป แถมยังได้สารอาหารตัวเก่งจากมะพร้าวอย่างโพแทสเซียม มาช่วยควบคุมคอเรสเตอรอล ความดัน และน้ำตาลในเลือด สาเหตุของโรคร้ายแรงอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ความหวานแบบสดชื่นของมะพร้าวยังช่วยลดอาการอ่อนเพลีย แถมเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้อีกด้วยล่ะ เป็นความหวานแบบไม่ทำร้ายสุขภาพอีกด้วย

 

หญ้าหวาน

อีกหนึ่งแหล่งความหวานยอดฮิตของวัยรุ่นในปัจจุบัน เจ้า “หญ้าหวาน” หรือที่เรียกติดปากกันว่า “สตีเวีย” (Stevia) นี้จัดเป็นพืชที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 250-300 เท่า แต่กลับให้พลังงานต่ำกว่าน้ำตาล ทำให้หลายคนหันมาบริโภคเป็นตัวเลือกของสารให้ความหวานมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือดเหมือนดอกมะพร้าว แล้วยังช่วยบำรุงตับและสมานแผลภายในร่างกายได้อีกด้วย

 

หล่อฮังก้วย

สำหรับเพื่อนๆ ที่คุ้นเคยกับการรับประทานอาหารจีนย่อมต้องคุ้นกับชื่อเครื่องดื่มแสนหวานแถมดีต่อสุขภาพอย่าง “หล่อฮังก้วย” เพราะเป็นพืชจีนโบราณที่สรรพคุณแน่นปึ้ก ทางการแพทย์ตะวันตกก็ค้นพบว่าหล่อฮังก้วยมีสารต้านอนุมูลอิสระดีๆ อย่างไกลโคไซด์และซาโปนิน ช่วยป้องกันการหลั่งฮีสตามีนตัวร้าย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงหัวใจให้เลือดไหลเวียนดี ดับพิษร้อนในร่างกายได้ด้วย

 

น้ำผึ้ง

ปิดท้ายกันด้วยเครื่องดื่มที่ได้รับฉายา “ยาอายุวัฒนะ” มาแต่โบราณกาล กับ “น้ำผึ้ง” ด้วยสรรพคุณครบครัน ขนขบวนกันมาตั้งแต่วิตามินอี ช่วยบำรุงผิวพรรณสวยงามเต่งตึง และบำรุงเส้นผมให้เงางาม ลดอาการอักเสบและโรคผิวต่างๆ เหมาะกับสาวๆ นอกจากนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระดีๆ แถมน้ำผึ้งยังช่วยบรรเทาอาการหวัด ไอ เจ็บคอต่างๆ ได้อีกด้วย แล้วถ้ามองในแง่สารอาหาร น้ำผึ้งก็จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ดี เพราะมีน้ำตาลที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว สาวๆ ที่ออกกำลังกาย หรือสาวๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารอย่าลืมหามาทานกันนะครับ

 

สารให้ความหวานจากธรรมชาติถือได้ว่าเป็น “ความหวานทางเลือก” ที่เหมาะกับกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งการมีสุขภาพที่ดีได้นั้นก็ต้องควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพแบบอื่นๆ ควรบริโภคที่มีประโยชน์ เช่น อาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส และพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้เพื่อนๆก็จะมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดี ด้วยความห่วงใยจาก Mannature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www2.malee.co.th

เชื่อหรือไม่ “ น้ำตาล” อันตราย! เท่ากับ บุหรี่และเหล้า เชื่อหรือไม่ ???

ในรายงานที่ปรากฏอยู่ในวารสาร nature นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานฟรานซิสโกระบุว่า น้ำตาลโดยเฉพาะน้ำตาลปรุงแต่งซึ่งใช้ผสมในน้ำอัดลมและอาหารอีกหลายประเภทนั้น คือสาเหตุสำคัญของโรคอ้วนที่กำลังแพร่ระบาดในหมู่ประชากรอเมริกันและประชากรทั่วโลก

  • น้ำตาลปรุงแต่งที่ใช้ผสมในน้ำอัดลมและอาหารนั้น คือสาเหตุของโรคอ้วนที่กำลังแพร่ระบาดในหมู่ประชากรอเมริกันและประชากรทั่วโลก
  • ประชากรอเมริกันน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานมากกว่า 2 ใน 3 และประมาณ 80% ของคนที่เป็นโรคอ้วนจะป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือมีปัญหาด้านการเผาผลาญอาหารซึ่งมีผลให้อายุสั้นลง
  • โรคอ้วนจึงเป็นปัญหาใหญ่ในหลายประเทศและเป็นสาเหตุของโรคที่ฆ่าชีวิตผู้คนมากที่สุด เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคมะเร็งบางประเภท

นักวิทยาศาสตร์ยังคงถกเถียงกันถึงผลกระทบของน้ำตาลและสารให้ความหวานที่มีต่อปัญหาโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน แต่สิ่งหนึ่งที่นักวิจัยค่อนข้างมั่นใจคือน้ำตาลที่ปรุงแต่งขึ้นซึ่งมีสารฟรุคโทสในระดับสูง มีผลร้ายต่อสุขภาพมากกว่าน้ำตาลที่สกัดจากธรรมชาติ โดยเฉพาะผลเสียต่อตับ แต่อย่างไรก็ตามควรที่จะออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว หรือเลือกทานอาหารที่มีการปรุงแต่งที่น้อยลง อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารคลีน เป็นต้น ด้วยความห่วงใยจาก mannature

หยุดดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

กรมอนามัย เตือนพึ่งน้ำหวาน น้ำอัดลม ชาเขียว ดับกระหายคลายร้อน ทำร่างกายรับน้ำตาลมากเกินจำเป็น เสี่ยงเบาหวาน โรคอ้วนตามมา เผยแค่ 1 กระป๋อง หรือ 1 ขวด ต้องวิ่ง 10 - 20 นาที ถึงเผาผลาญออกหมด

 

นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน ทำให้รู้สึกกระหายน้ำมากยิ่งขึ้น การดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานหรือน้ำอัดลมจึงเป็นทางเลือกลำดับต้นๆ ซึ่งผลการศึกษาโดยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ในปี 2559 พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 39.4 กิโลกรัม หรือ 108 กรัมต่อวัน หรือ 27 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งมากกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึง 5 เท่า และในปี 2560 พบอัตราโรคอ้วนในวัยเรียนร้อยละ 10.15 โดยแหล่งอาหารที่เป็นที่มาสำคัญของการได้รับน้ำตาลมากเกินของเด็กไทย ได้แก่ น้ำอัดลมและนมเปรี้ยว

นพ.อรรถพล กล่าวว่า การได้รับปริมาณน้ำตาลมากเกินความจำเป็นจะทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญหรือนำไปใช้ไม่หมด กลายเป็นไขมันสะสมในร่างกาย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุให้ร่างกายหลั่งสารอินซูลินออกมามากเกินจำเป็น ในระยะยาวร่างกายจะผลิตอินซูลินได้น้อยลง หรืออินซูลินที่ผลิตออกมาด้อยประสิทธิภาพจนทำให้ร่างกายเกิดโรคเบาหวานและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ตามมา จึงควรเริ่มต้นกินหวานให้น้อยลง สั่งหวานน้อยเป็นประจำให้เป็นนิสัย เป็นการสร้างความเคยชินในการรับรสตัวเองและกลายเป็นคนไม่ติดหวาน ลดการเติมน้ำตาลทุกครั้งทั้งในอาหารคาว อาหารหวาน แม้กระทั่งการปรุงรสก๋วยเตี๋ยวก็ไม่มีความจำเป็นต้องเติมน้ำตาลหรือเครื่องปรุงรสอื่นเพิ่มอีก

หากมื้อใดที่รู้ว่ากินอาหารที่มีน้ำตาลไปแล้วก็ควรลดในมื้อต่อไป แต่พยายามควบคุมการกินน้ำตาลแต่ละวันให้ไม่เกิน 6 ช้อนชา จะดีกว่าและกินอาหารธรรมชาติเป็นหลัก เช่น หากรู้สึกอยากกินขนมหวาน ให้กินผลไม้ทดแทน หรือหากรู้สึกอยากน้ำหวานลองเลือกเป็นน้ำผลไม้สดทดแทน

อย่างที่ทราบว่าการดื่มหรือทานหวานมากเกินไปมีแต่ผลเสียเพราะฉะนั้นเลือกรับประทานเพื่อให้ร่างกายดีขึ้นไม่เสี่ยงต่อโรค เช่น อาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ค่อนข้างมีน้ำตาลน้อยและปราศจากการปรุงรสก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ด้วยความห่วงใยจาก mannature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก mgronline.com

ทำไม น้ำหวานดอกมะพร้าวแต่ละขวดถึงมีสีไม่เท่ากัน

น้ำตาลดอกมะพร้าวคืออะไร

น้ำตาลดอกมะพร้าวคือน้ำตาลที่มีค่าดัชนีที่ต่ำที่สุดและสามารถทานได้ดีกว่าน้ำตาลหลายชนิด

ค่าดัชนีคืออะไร

ค่าดัชนี หรือ ค่า GI glycemic Index คือ ค่าดัชนีน้ำตาลที่เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด

ค่าดัชนีของน้ำตาลแต่ละชนิด

  • น้ำตาลทรายขาว 68 GI
  • น้ำผึ้ง 65 GI
  • น้ำตาลมะพร้าว 35 GI

ทำไมสีของน้ำหวานดอกมะพร้าวแต่ละขวดถึงสีไม่เหมือนกัน

            เพราะแต่ละฤดูกาลเนื่องจากดอกมะพร้าวเป็นพืชตามธรรมชาติมีโอกาสที่มีสีจะไม่เหมือนกันได้ ดังนั้นมันไม่ใช่กระบวนการผลิตตามอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างผลไม้ต้นเดียวกันยังให้สีไม่เหมือนกัน ผลไม้ต้นเดียวกันให้ผลไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะเป็นไปตามธรรมชาติที่สีไม่เหมือนกัน ไม่ผสมสี ไม่ผสมสารเคมี

น้ำตาลมะพร้าวสามารถนำมาเคี้ยวเองได้ไหม

          ได้ ถ้ามีเวลามากพอ เพียงแต่น้ำตาลมะพร้าวถ้าไม่ผ่านบรรจุเข้าสู่ขวดก่อนอาจจะทำให้มีแบคทีเรียสะสมได้ รวมถึงเชื่อโรคชนิดอื่นๆไปกินอาหารเหล่านั้นอาจจะเป็นแบคทีเรียชนิดดีและไม่ดีปนกันไป ดังนั้น ถ้าเคี้ยวแล้วบริโภคเลยก็ได้ แต่ถ้าเก็บต้องมั่นใจได้ว่ามันมีกระบวนการฆ่าเชื้อและสะอาดเพียงพอแล้ว

          ถ้าซื้อตามท้องตลาดถ้าจะเจอน้ำตาลมะพร้าวบริสุทธ์นั้นเป็นเรื่องยากมาก ถ้าเป็นก้อนแข็งๆ ส่วนใหญ่ผสมน้ำตาลทรายแดงไปแล้ว 20 % เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าน้ำตาลมะพร้าวไม่ได้ แถมยังทำให้ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นควรเลือกน้ำตาลมะพร้าวจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารหรือสิ่งอื่นมาเปือปนซึ่งถือว่าเป็นน้ำตาลที่อยู่ในหมวดอาหารคลีน อาหารสุขภาพได้

 

น้ำตาลดอกมะพร้าว น้ำตาลที่ช่วยลดน้ำหนัก

น้ำตาลหลายๆแค่ได้ยินก็รู้สึกถึงคำว่าอ้วน แต่รู้หรือไม่จากการวิจัยพบว่า น้ำตาลดอกมะพร้าวมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักและกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี จึงสามารถลดปริมาณไขมันส่วนเกินในร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ก็มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก ไม่ทำให้อ้วน

เนื่องจาก น้ำตาลดอกมะพร้าว มีคุณสมบัติในการซึมเข้าสู่กระแสเลือดแบบช้าๆ จึงลดความรู้สึกหิวและความอยากอาหารได้ดี เมื่อทานน้อยลง น้ำหนักก็จะค่อยๆ ลดลงนั่นเอง จะเห็นได้ว่าประโยชน์ดังกล่าว

นอกจากจะเป็นผลดีต่อผู้ที่มีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว ในคนที่กลัวอ้วนหรือกังวลว่าตัวเองจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าว เพราะฉะนั้นการกินน้ำตาลจากดอกมะพร้าวหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากน้ำตาลดอกมะพร้าว ช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างมากแน่นอน เมื่อเทียบกับการบริโภคน้ำตาลทั่วไป

ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะส่งผลอย่างไร

ในผู้ป่วยเบาหวาน ถ้าปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูง และไม่รักษาให้ลดลงสู่ระดับปกติ ทำให้เกิดพยาธิสภาพที่หลอดเลือดแดง หลอดเลือดฝอย และปลายประสาท ซึ่งมีผลต่ออวัยวะต่างๆของร่างกายดังต่อไปนี้

ตา

ผู้ป่วยจะมีผนังหลอดเลือดในจอประสาทตาผิดปกติ และเกิดเส้นเลือดงอกใหม่จนเกิดเลือดออก น้ำตาขุ่นมัวจอดประสาทตาลอกจนทำให้ตาบอดได้

ไต

เบาหวานเป็นสาเหตุที่ทำให้ไตวาย ต้องล้างไต ควรตรวจเลือดและปัสสาวะอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อเช็คการทำงานของไต

เท้า

ทำให้ปลายประสาทชา รับความรู้สึกได้น้อยลง แผลหายยาก หากติดเชื้อรุนแรงและลุกลาม ทำให้ต้องตัดนิ้วหรือตัดขาได้

 

 

CR : cernitin.net

“น้ำตาลกับ Hormone Insulin ที่จำเป็นต่อร่างกาย”

ร่างกายจะผลิต Hormone ที่ชื่อว่า Insulin หากทานมากเกินไปก็ทำให้เราอ้วน, ทำลายกล้ามเนื้อ, เพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็ง และอื่นๆ

 

หากทานน้อยเกินไปร่างกายจะไม่ผลิต Insulin และอาจทำให้ Shock ได้

 

น้ำตาลจากน้ำผลไม้นั้นจะมีส่วนประกอบของ Fructose สูงซึ่งน้ำตาลชนิดนี้มีค่า GI ต่ำแต่ว่า Fructose นั้นแตกต่างกับ Glucose

 

Fructose จะวิ่งไปหาตับ ตับจะเปลี่ยน Fructose เป็น แล้วนำไปเก็บเป็น Glycogen ในตับ หรือนำไปเก็บสะสมเป็นไขมันในร่างกาย  

 

CR : teambeyondsport

 

 

ประโยชน์เพื่อสุขภาพจาก“น้ำตาลดอกมะพร้าว”

1.สารอาหารในน้ำตาลดอกมะพร้าว

โปแตสเซียม ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ธาตุเหล็ก มีส่วนช่วยในการเพิ่มความงามให้แก่ผิวเรียบเนียนขึ้น

ทองแดง เสริมพลังงานและปรับระบบการขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2.น้ำตาลดอกมะพร้าวมีส่วนช่วยในการลดระดับความดันและควบคุมความดันให้เป็นปกติได้ดี

3.น้ำตาลดอกมะพร้าวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงและป้องกันโรคเบาหวานได้

4.น้ำตาลดอกมะพร้าวช่วยบรรเทาอาการในคนที่มีปัญหาคอเลสเตอรอลสูงได้ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคอ้วน โรคไตวายเรื้อรัง

5.น้ำตาลดอกมะพร้าวช่วยป้องกันโรคความดันเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ แน่นหน้าอก นอนไม่หลับบ่อยๆ

วิธีสังเกตน้ำผึ้งที่ดีและแท้

ลักษณะของน้ำผึ้งที่ดี

  • มีลักษณะข้นหนืด
  • มีความใสโปร่งแสง
  • ไม่มีตะกอน
  • ไม่มีกลิ่นบูดเปรี้ยว
  • ความชื้นต่ำ

 

น้ำผึ้งแท้ดูอย่างไร

  • มดไม่ขึ้น
  • ไม่กระจายตัวเมื่อหยดลงบนทิชชู
  • ไม่แห้งเหนียวติดมือ
  • หยดเป็นสายไม่ขาดตอน
  • นำไม้ขีดจุ่มน้ำผึ้งแท้ ไม้ขีดจะจุดไฟติด
จริงหรือไม่ น้ำตาลเป็นสาเหตุทำให้มะเร็งโต

เซลล์มะเร็งจะใช้การรวมกันระหว่างน้ำตาลและโปรตีนที่จำเพาะ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตเมื่อมันควรจะตาย

เซลล์มะเร็งจะใช้น้ำตาลในอัตราที่สูงเพื่อที่จะไม่ทำตามคำสั่งของเซลล์เพื่อที่จะตาย

น้ำตาลให้พลังงานแต่ไม่ได้ให้สารอาหารที่จำเป็นในการลดความเสี่ยงของมะเร็ง

การลดอาหารที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งจะมีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งของคุณ

ควรเลือกน้ำตาลธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของอาหาร เนื่องจากมีสารอาหารมากและไม่ได้ทำให้มะเร็งโต

8 อาการบรรเทาด้วยน้ำผึ้ง

1. บำรุงสุขภาพ : ใช้น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่นๆ ดื่มทุกวัน จะช่วยฟื้นกำลังได้เร็วขึ้น

2. อดนอน : ใช้น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือผสมน้ำผลไม้ดื่ม ช่วยให้รู้สึกสดชื่นมีเรี่ยวแรง

3. นอนไม่หลับ : ใช้นำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มก่อนนอน ช่วยให้หลับดีขึ้น

4. ไอ หลอดลมอักเสบ มีเสมหะ : ใช้น้ำผึ้ง ผสมน้ำขิงต้มเข้มข้นครึ่งถ้วย เติมเกลือเล็กน้อย ดื่มวันละ 3 เวลาหลังอาหาร

5. ท้องผูก : ใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มก่อนนอน

6. เด็กปัสสาวะรดที่นอน : ใช้นำผึ้ง 1 ช้อนชา (ไม่ผสมน้ำ) ดื่มก่อนนอนทุกวัน

7. ล้างแผล : ใช้น้ำผึ้ง 1 ส่วน ผสมน้ำ 9 ส่วน ชะล้างแผล ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้

8.โรคกระเพาะ : ดื่ม 3 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอนทุกคืน จะทำให้ทุเลาอาการปวดจากโรคกระเพาะได้

น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลที่ยั่งยืนที่สุดในโลก

"น้ำตาลมะพร้าว เป็นน้ำตาลที่ยั่งยืนมากที่สุดในโลก!" มีการอ้างถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการผลิตน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม เรื่องน้ำที่ใช้เพื่อการเพาะปลูกจะน้อยลงทุกปี แต่ไม่เกิดกับการผลิตน้ำตาลมะพร้าว เพราะเนื่องจากต้นมะพร้าวสามารถให้การผลิตน้ำตาลมะพร้าวแต่ละปีได้เป็นจำนวนมาก แถมมะพร้าวสามารถเจริญเติบโตได้ในทุกสภาพดินแม้กระทั่งชายหาด อย่างไรก็ตาม การผลิตน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนัก

เมื่อดอกมะพร้าวถูกเจาะเพื่อทำน้ำตาลดอกมะพร้าว (SAP) ก็จะไม่เติบโตกลายเป็นลูกมะพร้าว ซึ่งน้ำตาลดอกมะพร้าวทำให้เกษตรกรจะได้รับเงินมากกว่าการทำน้ำตาลมะพร้าว และบางส่วนของต้นไม้ที่กำลังจะเข้าสู่การผลิตเป็นเนื้อมะพร้าวก็ถูกแทนที่ด้วยน้ำตาลมะพร้าว อันเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมราคาของเนื้อมะพร้าว น้ำกะทิ และน้ำมันมะพร้าวจึงมีราคาสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามมะพร้าวถือว่าเป็นผลไม้เศรษฐกิจของไทยที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ดี ทาง Mannature จึงอยากให้ทุกคนสนับสนุนการทำน้ำตาลมะพร้าวรวมถึงสินค้าออร์แกนิคเพื่อสุขภาพต่อไป