น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์
(Organic Coconut Syrup By ManNature)
เป็นน้ำหวานเข้มข้นที่ผลิตได้จากดอกมะพร้าวธรรมชาติ 100%

✔ น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะกับผู้ใส่ใจในสุขภาพ
✔ น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ทานได้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ยังต้องการความหวาน
✔ น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค แต่ยังครบด้วยสารอาหารที่เพียงพอกับร่างกาย ทำให้รูปร่างดี ไม่อ้วน
✔ น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค มีเกลือแร่และแร่ธาตุ เช่น เหล็ก ทองแดง โพแทสเซียม ในยามเสียเหงื่อ
✔ น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ร่างกายจะไม่อ่อนเพลีย ช่วยเรื่องการขับถ่าย
✔ น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค เพราะเป็นน้ำหวานจากธรรมชาติ ที่มีโมเลกุลเชิงซ้อน
✔ น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค มีกรดอมิโน-เกลือแร่ วิตามินซี และวิตามินบี 1
✔ น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ที่มีมากกว่าน้ำตาลชนิดอื่น ร่างกายจึงดูดซึมน้ำตาล เข้าสู่เส้นเลือดอย่างช้าๆ
✔ น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ช่วยให้ได้พลังงานอย่างสม่ำเสมอ และดีต่อสุขภาพ



น้ำหวานดอกมะพร้าว 1 ช้อนชา
ให้พลังงานเพียง 15 กิโลแคลอรี่
คลิกดูตารางเปรียบเทียบ

COCONUTSYRUP

บทความ


เบาหวาน โรคที่อาจเกิดจากน้ำตาล
เบาหวาน โรคที่อาจเกิดจากน้ำตาล

เบาหวาน เป็นโรคที่พบมากในปัจจุบันและโรคนี้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนสิ่งต่างๆตามมาได้หลายประการ การเกิดแผลเบาหวานก็สำคัญไม่แพ้กันเพราะแผลเบาหวานนั้นจะลุกลามและติดเชื้อได้ง่าย แน่นอนว่าถ้าติดเชื้อแล้วจะยิ่งหายากไปอีก ทางที่ดีเราควรดูรักษาให้ดีอย่าละเลยจนเกิดบาดแผล

 

แผลเบาหวาน เป็นบาดแผลเรื้อรังที่พบได้บ่อย สาเหตุหลักๆ มักจะเกิดกับผู้เป็นเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงที่ระบบประสาทส่วนปลาย รวมถึงหลอดเลือดส่วนปลายจะเสียหาย ส่งผลให้เส้นเลือดตีบและอุดตันในที่สุด เมื่อเท้าเกิดการขาดเลือด ส่งผลให้แผลหายยากเพราะไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีระบบประสาทรับความรู้สึกเสื่อมรับความรู้สึกได้น้อยลงหรือไม่ได้เลย จึงเกิดอาการชา ไม่รู้สึกเจ็บเมื่อสัมผัสความร้อนหรือเย็น มีแผล หรือแม้กระทั่งบางอย่างที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เช่นเล็บขบ เป็นสาเหตุทำให้เกิดบาดแผลและตืดเชื้อได้ง่าย เมื่อเป็นแผลที่เท้าในช่วงแรกมักไม่รู้สึก กว่าจะรู้ตัวแผลก็ลุกลามไปมากแล้ว ทำให้รักษายาก ขบวนการการรักษาแผลของร่างกายเป็นไปอย่างล่าช้า อีกทั้งการที่ระบบประสาทสั่งการผิดปกติก็ทำให้กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ เท้าเกิดการผิดรูปบิดเบี้ยว เนื้อบริเวณปุ่มกระดูกบางแห่งต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกิดเป็นแผลได้เช่นกัน และหากมีการติดเชื้อรุนแรงร่วมด้วย ผู้ป่วยอาจต้องถูกตัดเท้าหรือขา โดยกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดแผลเบาหวาน คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นแผลเบาหวานเรื้อรังมานาน 5 - 10 ปี ยิ่งเป็นโรคเบาหวานมานานหลายปียิ่งเสี่ยงที่จะเกิดบาดแผล ทั้งนี้ ปัจจัยในการเป็นแผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานคือคนที่เป็นโรคเบาหวานเรื้อรังและควบคุมระดับน้ำตาลไม่ค่อยได้ การสูบบุหรี่ อายุที่มากขึ้น แต่ทั้งนี้พบว่า ร้อยละ 85 ของการสูญเสียสามารถป้องกันได้โดยการตรวจ ดูแลรักษาแผลและหลอดเลือดตั้งแต่ระยะแรก ดังนั้น การตรวจค้นหาและดูแลตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพเท้าในผู้เป็นเบาหวาน  ดังนั้น ในการป้องกันดูแลแผลเบาหวานสิ่งสำคัญที่สุด คือ การคุมระดับน้ำตาล และหมั่นตรวจเท้า(foot care) โดยก่อนนอนต้องคอยตรวจเท้าทุกวัน รวมทั้งคนไข้ควรมีกระจกดูด้านล่างของเท้าเพื่อส่องบริเวณนิ้วเท้าและใต้เท้าด้วย เพราะอาการชาไม่รู้สึกเจ็บจะทำให้แผลไม่รบกวนผู้ป่วยจนกระทั่งลุกลามไปแล้ว สำหรับคนไข้เบาหวานหากมีบาดแผลเกิดขึ้น ปัญหาที่จะเกิดขึ้นหลักๆ มี 2 ประเด็น คือ 1.มีเส้นเลือดตีบหรือตัน ซึ่งทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณเท้าไม่เพียงพอ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเริ่มจากมีอาการปวดน่อง เดินได้เพียงระยะทางสั้นๆ ต้องนั่งพักเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่พอ ถ้าผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ปล่อยให้ลุกลามจนเลือดไปเลี้ยงไม่ได้กลายเป็นแผลเรื้อรัง ซึ่งระยะการลุกลามนั้นขึ้นอยู่กับว่าบาดแผลนั้นขาดเลือดหรือติดเชื้อรุนแรงมากเพียงใด ดังนั้น เมื่อพบแผลหรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับเท้าในผู้ป่วยเบาหวานทางที่ดีที่สุด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที 2.เนื่องจากคนไข้เบาหวานจะมีน้ำตาลในเลือดสูง หากไม่ควบคุมน้ำตาล ก็จะยิ่งทำให้แผลเกิดการติดเชื้อได้ง่ายและหายยาก

อย่างไรก็ตาม วิธีที่รักษาแผลจากเบาหวานได้ดีที่สุด คือ การป้องกัน เราควรควบคุมน้ำตาลให้ดี หมั่นทำความสะอาดเท้าตรวจเท้าและฝ่าเท้าทุกวัน ทาครีมไม่ให้เท้าแห้งแตกจนเกิดแผล หากมีเท้าที่ผิดรูปอาจต้องใส่รองเท้าพิเศษสำหรับผู้ป่วยเพื่อให้รับกับรูปเท้าและป้องกันไม่ให้เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เมื่อเกิดแผลก็ไม่ควรรีรอและรักษาเองจนลุกลาม ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ทันท่วงที

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

ขอบคุณข้อมูลจาก komchadluek

23-05-2019
น้ำหวานเพื่อสุขภาพจากธรรมชาติ
น้ำหวานเพื่อสุขภาพจากธรรมชาติ

น้ำหวานดอกมะพร้าว ทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วนหรือคนที่เป็นเบาหวาน เพราะมีค่าดัชนีน้ำตาลที่ต่ำและช่วยให้สุขภาพดีมากกว่าน้ำตาลทราย นอกจากน้ำหวานดอกมะพร้าวแล้วจะมีน้ำตาลจากธรรมชาติชนิดไหนกันอีกไปดูกันเลย

ดอกมะพร้าว                                

เนื้ออร่อย น้ำก็อร่อย แถม “ดอกมะพร้าว” ยังมีความหวานที่อร่อยสุดๆ ผลไม้ที่ให้ความสดชื่นอย่างมะพร้าวก็มีส่วนที่นำมาใช้ให้ความหวานได้เหมือนกัน สำหรับเจ้าดอกมะพร้าวนี้ นอกจากจะมีกลิ่นและรสชาติที่หอมหวานแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะเป็นแหล่งความหวานที่ให้แคลอรี่ต่ำกว่าน้ำตาลทั่วไป แถมยังได้สารอาหารตัวเก่งจากมะพร้าวอย่างโพแทสเซียม มาช่วยควบคุมคอเรสเตอรอล ความดัน และน้ำตาลในเลือด สาเหตุของโรคร้ายแรงอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ความหวานแบบสดชื่นของมะพร้าวยังช่วยลดอาการอ่อนเพลีย แถมเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้อีกด้วยล่ะ เป็นความหวานแบบไม่ทำร้ายสุขภาพอีกด้วย

 

หญ้าหวาน

อีกหนึ่งแหล่งความหวานยอดฮิตของวัยรุ่นในปัจจุบัน เจ้า “หญ้าหวาน” หรือที่เรียกติดปากกันว่า “สตีเวีย” (Stevia) นี้จัดเป็นพืชที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 250-300 เท่า แต่กลับให้พลังงานต่ำกว่าน้ำตาล ทำให้หลายคนหันมาบริโภคเป็นตัวเลือกของสารให้ความหวานมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือดเหมือนดอกมะพร้าว แล้วยังช่วยบำรุงตับและสมานแผลภายในร่างกายได้อีกด้วย

 

หล่อฮังก้วย

สำหรับเพื่อนๆ ที่คุ้นเคยกับการรับประทานอาหารจีนย่อมต้องคุ้นกับชื่อเครื่องดื่มแสนหวานแถมดีต่อสุขภาพอย่าง “หล่อฮังก้วย” เพราะเป็นพืชจีนโบราณที่สรรพคุณแน่นปึ้ก ทางการแพทย์ตะวันตกก็ค้นพบว่าหล่อฮังก้วยมีสารต้านอนุมูลอิสระดีๆ อย่างไกลโคไซด์และซาโปนิน ช่วยป้องกันการหลั่งฮีสตามีนตัวร้าย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงหัวใจให้เลือดไหลเวียนดี ดับพิษร้อนในร่างกายได้ด้วย

 

น้ำผึ้ง

ปิดท้ายกันด้วยเครื่องดื่มที่ได้รับฉายา “ยาอายุวัฒนะ” มาแต่โบราณกาล กับ “น้ำผึ้ง” ด้วยสรรพคุณครบครัน ขนขบวนกันมาตั้งแต่วิตามินอี ช่วยบำรุงผิวพรรณสวยงามเต่งตึง และบำรุงเส้นผมให้เงางาม ลดอาการอักเสบและโรคผิวต่างๆ เหมาะกับสาวๆ นอกจากนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระดีๆ แถมน้ำผึ้งยังช่วยบรรเทาอาการหวัด ไอ เจ็บคอต่างๆ ได้อีกด้วย แล้วถ้ามองในแง่สารอาหาร น้ำผึ้งก็จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ดี เพราะมีน้ำตาลที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว สาวๆ ที่ออกกำลังกาย หรือสาวๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารอย่าลืมหามาทานกันนะครับ

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www2.malee.co.th

21-05-2019
น้ำตาลเทียม อันตรายกว่าที่คิด
น้ำตาลเทียม อันตรายกว่าที่คิด

     หลาย ๆ เลี่ยงจากรับประทานน้ำตาลปกติไปรับประทานน้ำตาลเทียม หรือ สารให้ความหวานแทนน้ำตาลแทน เพียงเพราะอยากมีสุขภาพที่ดีและยังได้รับรสชาติความหวานอยู่ แถมยังไม่รู้สึดผิดต่อตนเอง ซึ่งจริง ๆ แล้ว น้ำตาลเทียมอันตรายกว่าที่เราคิด

 

     น้ำตาลเทียม คือ น้ำตาลเทียมมีส่วนประกอบของสารที่ให้ความหวาน เรียกว่า “แอสปาร์เทม” (Aspartame) มาผสมกับน้ำตาลแล็กโทสและสารซิลิคอนไดออกไซด์ ซึ่งสาร 2 ตัวหลังจะทำหน้าที่ช่วยในการทำให้ผลิตภัณฑ์อยู่ในลักษณะเป็นผงดีเท่านั้น

 

อันตรายจากน้ำตาลเที่ยม

1.สารเคมีตกค้างทำให้ก่อมะเร็ง

“แอสปาร์เทม” จะประกอบไปด้วยสารเคมี 3 ชนิด คือ กรดแอสปาร์ติก ฟีนิลอะลานีน เมธานอล ซึ่งหากร่างกายได้รับสารเคมีเหล่านี้มากเกินไป ก็จะไม่สามารถกำจัดออกไปจากร่างกายได้หมด สุดท้ายแล้วจะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อและจะทำให้ DNA ภายในร่างกายเกิดความเสียหายและอาจพัฒนาจนกลายเป็นความผิดปกติในเซลล์และเป็นมะเร็งในที่สุด

 

2.เป็นสาเหตุโรคอ้วนและเบาหวานทางอ้อม

น้ำตาลเทียม คือ การแทนที่การทานน้ำตาลเพื่อเลี่ยงโรคอ้วนและเบาหวาน แต่แอสปาร์เทมกลับเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็น 2 โรคนี้เสียเอง เพราะแอมปาร์เทมจะทำให้ร่างกายมีปริมาณการผลิตฮอร์โมนที่ผิดปกติและส่งผลให้ร่างกายยิ่งโดยหาความหวานจากน้ำตาลเพิ่มขึ้น จึงทำให้ร่างกายยังต้องการความหวานอยู่ต่อเนื่องและยังต้องการอาหารมากขึ้นกว่าเดิม

 

3.เป็นสารอันตราย

น้ำตาลเทียมถึงแม้จะได้รับอนุญาตให้รับประทานได้ แต่จากการทดลองกับสัตว์บางชนิดก็ยังพบอาการข้างเคียงได้ เช่น ชักอย่างรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

 

4.ท้องอืด ท้องเฟ้อ

“แอสปาร์เทม” เป็นน้ำตาลเทียมที่ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงทำให้มันไปกองรวมกันอยู่ในสำไส้ใหญ่และจะมีแบคทีเรียที่สามารถย่อยแอสปาร์เทมได้ แต่จะผลิตก๊าซออกมาด้วย จึงทำให้มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อและถ่ายได้มากกว่าปกติ

 

5.มีอันตรายต่อสมอง

กรดแอสปาร์ติก ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งในน้ำตาลเทียมก็สามารถผ่านเข้าสู่เซลล์สมองได้และเมื่อมีปริมาณแคลเซียมในสมองมาก ๆ ก็ทำให้สมองได้รับอันตรายได้ เซลล์สมองอาจมีความผิดปกติอาจทำให้เกิดโรคลมบ้าหมู อัลไซเมอร์และรวมไปถึงปลอกประสาทอักเสบหรือต่อมไร่ท่อทำงานผิดปกติได้

 

     จากข้อความข้างต้นการรับประทานน้ำตาลเทียมยังคงรับประทานได้ แต่เพียงแค่ในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไปเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวได้

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

ขอบคุณข้อมูลจาก honestdocs

16-05-2019
น้ำตาล VS เกลือ อันตราย ถ้ารับประทานเกินปริมาณที่จำเป็น
น้ำตาล VS เกลือ อันตราย ถ้ารับประทานเกินปริมาณที่จำเป็น

     การรับประทานน้ำตาล หรือ เกลือ ถ้ารับประทาน ในปริมาณที่มากเกิน ความจำเป็นก็เป็น โทษต่อร่างกายได้เช่นกัน แต่น้ำตาลและเกลือก็มีความสำคัญต่อร่างกายของเราทั้งคู่ สมองต้องการ น้ำตาลเพิ่มพลังงาน กล้ามเนื้อต้องการเกลือเพื่อความสมดุล ลองมาดูผลกระทบของร่างกายจากน้ำตาล และเกลือกันดีกว่า

 

น้ำตาล

     หากเรารับประทานอาหารจากธรรมชาติ เราจะได้น้ำตาลในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไปเพราะอาหารธรรมชาติน้ำตาลที่ได้รับมักมาจากผลไม้ แต่ปัญหาคือการรับประทานน้ำตาลที่ได้มาจากการสกัด แล้วเราก็เพิ่มมันลงไปในอาหารที่เรารับประทานเพิ่มเพิ่มรสชาติ อาหารธรรมชาติอย่างนม และน้ำผลไม้100% อาหารเหล่านี้มีน้ำตาลธรรมชาติและมีพลังงานอยู่จำนวนหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็ได้คุณค่าทางอาหารอื่น ๆ มาด้วย เช่น วิตามิน เกลือแร่ โปรตีนในนมและโพลีฟีนอล ส่วนเครื่องดื่มที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น น้ำอัดลม ชาผสมน้ำตาล จะมีน้ำตาลเป็นหลัก ในขณะที่มีคุณค่าอาหารอื่นอยู่น้อย พวกขนมขบเคี้ยวอาหารพวกนี้ไม่มีกากใยอาหาร โปรตีน วิตามิน หรือ แร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากนัก ถ้ารับประทานอาหารประเภทนี้เข้าไปมาก ๆ อาจจะทำให้น้ำหนักขึ้นและโรคอ้วนได้

     น้ำตาลทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาว น้ำเชื่อม หรือ น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลพวกนี้ถึงจะส่งผลต่อร่างกายไม่แตกต่างกัน นั้นคือการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นเหตุให้มีการผลิตอินซูลิน ร่างกายของเราจะปล่อยอินซูลิน เพื่อที่ขับน้ำตาลออกจากเลือดไปยังเซลล์เพื่อไปใช้พลังงาน การบวนการดังกล่าวเป็นกระบวนการทั่ว ๆ ไปของร่างกาย แต่ถ้าหากบริโภคน้ำตาลมากเกินไปเมื่อไหร่กระบวนการเก็บสะสมไขมันก็จะทำงานมากขึ้น ยิ่งร่างกายสร้างอินซูลินมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสะสมไขมันมากขึ้นและอาจจะพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานได้และจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหิน โรคไต โรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันได้ด้วย การที่ร่างกายรับน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลสกัดจะทำให้ระบบการย่อยดูดซึมอาหารของเราเปลี่ยนไป การอักเสบเกิดง่ายขึ้นและน้ำไปสู่โรคอื่น ๆ

 

เกลือ

     การบริโภคเกลือมากเกินไป ร่างกายของเราต้องการเกลือเพื่อนำมาทำงานที่สมดุลของเซลล์ในร่างกาย แต่เกลือที่มากเกินไปติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลต่อร่างกายแน่นอน เราควรบริโภคเกลือให้น้อยกว่าวันละ 2300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ ประมาณ 1 ช้อนชาเท่านั้น โซเดียมทำให้เกิดภาวะความดันสูง การที่เราไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้นั้น นำไปสู่ปัญหาสุขภาพมากมาย โรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตันและโรคไต ร่างกายของคนบางคนก็มีความไวต่อเกลือมาก ยิ่งถ้าหากใครที่มีภาวะความดันสูงก็ยิ่งต้องระวัง ควรทำอาหารรับประทานเองที่บ้านเพราะจะได้ควบคุมปริมาณเกลือให้ไม่มากเกินไป

 

     อย่างไรก็ตามหากเรารับประทานน้ำตาลและเกลือในปริมาณปกติ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ก็จะเป็นอันตราย แต่ถ้ามากเกินไปต่อเนื่องยาวนานจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแน่นอน ดังนั้น ในการจะบริโภคทั้งน้ำตาล และเกลือ เราต้องเช็คปริมาณน้ำตาลและเกลือที่เรารับประทานในแต่ละวันเพื่อควบคุมคุณค่าทางอาหารของเราให้มีสารอาหารสูง

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook

14-05-2019
Adsense SEOlnwza